Current Duties
Courses
ICT Ideas
ICT Education
ICT Management
ICT Principles
ICT Standards
ICT Vocabulary
CMM / CMMI
Case Studies
General Articles
Presentations
Book Reviews
Buddhism
Personal Efficiency
Writing Guides
Research Guides
VIP
Q & A
Contacts
Archive
Seminars
คำแนะนำด้านการเรียน
ข้อสอบสนุก

 

Home
IT Idea for Spiritization

ยุทธศาสตร์การเรียนรู้ตลอดชีวิต ในศตวรรษที่ 21
พิศวาส ปทุมุต์ตรังษี
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2543

          ในช่วงนี้เราได้ยินคำว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิตค่อนข้างบ่อย การเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Life Long Learning ที่บางคนเรียกย่อๆ ว่า LLL นั้นเป็นแนวคิดที่สำคัญสำหรับยุคสมัยก็จริงอยู่ แต่ผมค่อนข้างแปลกใจที่เราพูดกันช้าเกินไป ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนนั้นคงจะเคยถามปัญหาสำคัญกับตัวเองมาแล้วหลายหนว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร หรืออะไรคือจุดหมายของชีวิต แน่นอนคำตอบของแต่ละคนคงจะแตกต่างกันออกไป บางคนอาจจะเห็นว่าชีวิตของเขานั้นเกิดมาเพื่อจะกอบโกยให้ได้เงินทองมากที่สุด บางคนอาจจะเห็นว่าชีวิตของเขาเกิดมาเพื่อจะได้ท่องเที่ยวชมโลก แต่สำหรับชาวพุทธหลายคนที่มีความเข้าใจถูกต้องนั้น เราเกิดมาก็เพื่อเรียนรู้และปฏิบัติให้ถึงสภาวะสูงสุดคือพระนิพพาน ด้วยเหตุนี้เองเราจึงเห็นตัวอย่างท่านอาจารย์หลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่แหวน ท่านอาจารย์พุทธทาส ที่ท่านได้เรียนรู้และปฏิบัติธรรมจนถึงวาระสุดท้าย

          เพราะฉะนั้นชาวพุทธทุกคนควรจะต้องขวนขวายเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะการเรียนเพื่อให้เข้าใจปรมัตถธรรม หรือ บรมธรรมที่จะทำให้เราเข้าถึงสภาพความสุขอันเป็นนิรันดร์ได้

          หนังสือที่ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติได้มอบหมายให้คุณพิศวาสแปล และได้จัดพิมพ์ขึ้นเล่มนี้ อ่านค่อนข้างยาก เพราะรูปแบบการเรียบเรียงเนื้อความค่อนข้างสับสนอันเป็นธรรมดาของผู้เขียนชาวอังกฤษ ความสับสนของเนื้อหาทำให้น่าเบื่อแม้ว่าผู้แปลจะมีความสามารถในการแปลดีพอควร

          โดยเนื้อหาแล้ว หนังสือเล่มนี้นำเสนอ ยุทธศาสตร์การเรียนรู้ตลอดชีวิต 10 ประการ คือ

  1. การวางกรอบงานในเชิงยุทธศาสตร์ โดยภาครัฐจะต้องแสวงหาการสนับสนุนจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อให้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ ผู้เกี่ยวข้องเหล่านี้ได้แก่ ข้าราชการ ลูกจ้าง สหภาพ องค์กรอาสาสมัคร ฯลฯ นอกจากนั้นจะต้องกำหนดวิสัยทัศน์ในด้านนี้ให้ชัดเจน
  2. การปฏิวัติเจตคติ คือต้องทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกคนเข้าใจความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  3. การขยายขอบเขตของการเข้ามามีส่วนร่วมและผลสัมฤทธิ์ให้กว้างไกล หมายถึงการเปิดกว้างให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง
  4. ความสำคัญของบ้าน ชุมชน และสถานประกอบการ คือให้สถานที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการพัฒนาวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต วิธีการคือให้ผู้บริหารระดับท้องถิ่น นักการศึกษา และ องค์กรต่างๆ ผลักดัน
  5. การปรับระบบระเบียบให้เรียบง่ายและการบูรณาการ คือ ให้มีหน่วยงานที่รวบรวมระเบียนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความก้าวหน้าของตนเองได้
  6. การประสานแผน หุ้นส่วน และความร่วมแรงร่วมใจ คือ ให้องค์กรส่วนท้องถิ่นเป็นแกนกลางในการร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ เพื่อจัดฝึกอบรม และวางแผนการจัดการการเรียนรู้ในท้องถิ่นเอง
  7. การเข้าถึงสารสนเทศ คำปรึกษา และการแนะแนว คือการให้บริการข้อมูลและคำปรึกษาแก่ประชาชนโดยไม่คิดมูลคา บริการนี้ให้จัดขึ้นโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศ
  8. ความถูกต้องของข้อมูล เป้าหมาย และมาตรฐาน ต้องเตรียมการจัดหาข้อมูลเพื่อให้เห็นความต้องการด้านการเรียนรู้ได้ชัดเจน ทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และ ระดับท้องถิ่น อีกทั้งควรมีการทำประชาพิจารณ์เรื่องเป้าหมายทางการศึกษาและฝึกอบรมแห่งชาติด้วย
  9. การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ด้านการสื่อสาร และ การถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร รัฐบาลควรหาแนวทางที่เหมาะสมในการใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่น การมีช่องสัญญาณเพื่อการเรียนรู้โดยเฉพาะ
  10. การจัดสรรเงินทุนกับการใช้จ่าย คือ การกำหนดมาตรการด้านงบประมาณให้เหมาะสมแก่การสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต อาจมีการจัดตั้งมูลนิธิขึ้นเพื่อดำเนินการด้านนี้

          ผมเห็นว่าหัวข้อยุทธศาสตร์ที่นำมาย่อไว้ข้างต้นนี้ก็คือสาระของหนังสือเล่มนี้ รายละเอียดอื่นๆ ที่มีอยู่ในหนังสือนั้นอ่านค่อนข้างยากและไม่มีอะไรใหม่

          เมื่อพิจารณาหัวข้อยุทธศาสตร์ข้างต้นนี้อย่างละเอียดแล้ว จะพบว่ามีประเด็นสำคัญอยู่ 5 ด้านดังนี้ เจตคติหรือความปรารถนาที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต การสนับสนุนในระดับจุลภาคคือครอบครัว สังคม นายจ้าง การสนับสนุนในระดับมหภาค คือ ท้องถิ่น องค์กรเอกชน สถาบันการศึกษา และรัฐ การจัดหาเงินทุนในการดำเนินการ และ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ ในบรรดาประเด็นเหล่านี้ ผมคิดว่าด่านแรกที่จะต้องช่วยกันทะลายให้ได้ก็คือ เจตคติ ผมเชื่อของผมว่า ผู้บริหารไทยในอดีตโดยเฉพาะนักการเมืองที่ดูแลกระทรวงศึกษานั้นได้ทำลายระบบการศึกษาของไทยลงไปอย่างสิ้นเชิง โดยได้เริ่มทำลายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ ผลก็คือสถาบันผลิตครูของเราไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร นักศึกษาของเราอ่อนด้อยทางวิชาการและคุณธรรม และส่งผลให้เด็กนักเรียนรุ่นหลังที่สอนโดยครูอาจารย์ที่อ่อนด้อยเหล่านั้นไม่สามารถแข่งขันในระดับโลกได้

          หากกระทรวงศึกษาธิการของเราสามารถเป็นอิสระจากอิทธิพลของนักการเมืองได้ หากกระทรวงฯ สามารถกำหนดแนวทางและมาตรฐานการศึกษาของชาติ ได้โดยไม่ต้องคอยปรับเปลี่ยนตามแนวคิดของ รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่ไม่มีความรู้เรื่องการศึกษาได้แล้ว เชื่อว่า ระบบการศึกษาของไทยก็จะดีขึ้น เราสามารถสร้างเจตคติในการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ดีขึ้น และประเทศไทยก็จะก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น แต่นั่นแหละนักการเมืองไทยยุคปัจจุบัน ย่อมอยากให้ประชาชนคนไทยโง่เขลา เพื่อจะได้จูงจมูกทุกคนให้ยอมสยบได้ง่ายขึ้น จะได้ฉ้อฉลได้สะดวกขึ้น และลงท้ายจะได้พาประเทศลงหายนะได้ง่ายขึ้น ดังนั้นพวกเราจะต้องจับตาดูรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ คนใหม่ให้ดี

Back