Dr. Kanchit Malaivongs
Home
Duties
Courses
Lectures
Books
FAQ
Contact
IT Idea for Spiritization

กฤษณมูรติ ที่หุบเขาฤาษี
สุภาพร พงศ์พฤกษ์ บรรยาย
สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
พฤษภาคม 2543 ราคา 90 บาท

          ผมอ่านข้อเขียนของกฤษณมูรติด้วยความประทับใจมากว่าสามสิบปีแล้ว ตอนนั้นผมทำงานที่เอไอทีซึ่งอยู่ในจุฬาฯ ยังไม่ได้ย้ายมาที่รังสิต และช่วงกลางวันก็เดินมารับประทานอาหารและแวะเข้าร้านหนังสือศึกษิตสยามเป็นประจำ ที่นี่เองที่ผมซื้อหนังสือของกฤษณมูรติไปอ่านสองเล่มด้วยความสนใจและประทับใจในความคิดของท่านผู้นี้ เล่มที่ผมมีล่าสุดคือ Questioning Krishnamurti ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 1996 นี่เอง

          หลังจากที่ผมได้รู้จักความคิดของกฤษณมูรติแล้วอีกหลายปีต่อมาจึงมีผู้แปลข้อเขียนของ เขาออกมาอีกหลายเล่ม รวมทั้งเล่มที่ผมกล่าวถึงนี้ด้วย

          กฤษณมูรติเป็นนักคิดคนสำคัญ แม้เขาจะไม่ใช่นักคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ระดับมหภาค ที่จะมีอิทธิพลต่อการค้าหรือการปกครองของประเทศต่างๆ แต่ความคิดของเขาก็มุ่งตรงไปที่ตัวตนแท้ของแต่ละคน หรืออีกนัยหนึ่งในระดับปัจเจกนั่นเอง

          หุบเขาฤาษี เป็นสถานที่ซึ่งคุณสุภาพร ผู้แปลหนังสือเล่มนี้ได้ไปเยี่ยมเยือนมาแล้ว และกล่าวว่าเป็นดินแดนอันน่ารื่นรมย์มาก นั่นไม่แปลกอะไรเลยหากเราได้อ่านและคุ้นเคยกับความคิดของกฤษณมูรติที่ต้องการให้เขาเข้าถึงธรรมชาติ ได้ยินนกร้อง ได้เห็นต้นไม้ ได้เห็นท้องฟ้า อย่างลึกซึ้งมากกว่าที่เราเคยสัมผัสกันยามปกติ

          หนังสือของกฤษณมูรติมีความลึกซึ้งที่เราจะอ่านแต่เพียงลวกๆ ไม่ได้ ต้องพยายามอ่านไปด้วยคิดไปด้วย และ สรุปเป็นความเข้าใจของเราเองด้วย นี่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของนักคิดผู้นี้ที่เหนือกว่าของนักคิดหลายคน

          หนังสือเล่มที่กำลังกล่าวถึงนี้เกี่ยวข้องกับการศึกษา โรงเรียน และ ครู มีแง่มุมต่างๆ ที่เราคิดไปไม่ถึงอยู่ในนี้มากมาย ยกตัวอย่างเช่นในตอนที่ว่าด้วย นำเรียนกับการศึกษา เขาเขียนไว้ว่า

          การศึกษาไม่ได้หมายเพียงการเรียนรู้จากหนังสือ ท่องจำข้อมูลบางอย่าง แต่ยังหมายถึงการเรียนรู้ที่จะดูที่จะฟังสิ่งที่ในหนังสือได้กล่าวไว้ ฟังว่ามันกำลังพูดสิ่งที่จริงหรือปลอม ทั้งหมดนี้แหละจึงเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา การศึกษาไม่ใช่การสอบผ่าน ได้ปริญญาบัตร และมีการงานทำ แต่งงานและตั้งหลักปักฐาน แต่ยังหมายถึงความสามารถที่จะฟังเสียงนกร้อง มองดูท้องฟ้า เห็นความงามประหลาดของต้นไม้ เส้นสันทิวเขา รู้สึกไปกับมัน สัมผัสมันได้โดยตรงและอย่างแท้จริง เมื่อพวกเธอเจริญวัยขึ้น ความรู้สึกที่จะฟังจะเห็นอย่างนั้นจะหายไปอย่างน่าเสียดาย เพราะว่าพวกเธอกังวล พวกเธอต้องการเงินทองมากขึ้น รถยนต์ยี่ห้อหรูขึ้น มีลูกมากขึ้นหรือน้อยลง พวกเธอจะกลายเป็นคนขี้ริษยา ทะเยอทะยาน ละโมบ อิจฉา พวกเธอจึงได้สูญเสียสัมผัสแห่งความงามของแผ่นดิน พวกเธอรู้ไหมว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับโลกนี้ พวกเธอต้องเรียนรู้สถานการณ์ปัจจุบัน เกิดสงคราม การจลาจล ประชาชาติต่างแบ่งแยกกีดกั้นกันเอง ในประเทศนี้ก็เข่นกัน มีการแบ่งแยก การแยกกันอยู่ มีคนเกิดมากมายยิ่งขึ้น ยากจน มอซอ และใจหยาบกระด้างอย่างที่สุด ผู้คนไม่สนใจว่าคนอื่นๆ จะเป็นอย่างไร ตราบเท่าที่ตัวเองปลอดภัยอยู่ และพวกเธอเองก็กำลังได้รับการศึกษาเพื่อให้สอดประสานเข้ากับสิ่งที่เอ่ยมานี้ พวกเธอรู้หรือไม่ว่าโลกกำลังบ้าคลั่ง การต่อสู้ การทะเลาะเบาะแว้ง การข่มเหงเบียดเบียนทำร้ายซึ่งกันและกัน นี่คือความบ้าคลั่งทั้งมวล และเธอเองก็จะเติบโตขึ้น เพื่อที่จะเหมือนและกลมกลืนกับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ที่พูดมานี้ถูกไหมนี้เป็นสิ่งที่การศึกษาหมายถึงใช่หรือไม่ ว่าเธอจะต้องเข้าไปอยู่ในโครงสร้างบ้าๆ นี้ ที่เรียกว่าสังคม ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม เธอรู้หรือเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับศาสนาทั่วโลก นี้ก็เช่นกันที่แตกแยกเป็นฝักฝ่าย ไม่มีใครเชื่อในสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว มนุษย์สิ้นไร้ซึ่งศรัทธา และศาสนาก็เป็นแต่เพียงผลพวงของการโฆษณาชวนเชื่ออย่างมโหฬารเท่านั้น

          และในอีกตอนหนึ่งคือ ครูกับวิสัยทัศน์อันยาวไกล เขาเขียนว่า

          ฉันไม่ได้ต่อต้านความรู้ แต่มีความแตกต่างกันระหว่างการเรียนรู้กับการหาความรู้ การเรียนรู้หยุดลง เมื่อมีเพียงการสะสมความรู้ จะมีการเรียนรู้ก็ต่อเมื่อไม่มีการสั่งสมครอบครองใดๆ เมื่อความรู้ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด การเรียนรู้ก็สิ้นสุดลง ยิ่งฉันหาความรู้เพิ่มมากขึ้นเพียงใด จิตใจก็ยิ่งรู้สึกมั่นคงปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น ฉะนี้จิตก็หยุดการเรียนรู้ การเรียนรู้หาใช่กระบวนการสั่งสมเพิ่มพูนไม่ เมื่อเราเรียนรู้ นั้นเป็นเพียงกระบวนการที่ตื่นตัวฉับไว ในขณะที่การค้นหาความรู้เป็นเพียงการรวบรวมข้อมูล และเก็บเข้าคลังสมอง ดังนั้น ฉันจึงคิดว่ามีความแตกต่างระหว่างการหาความรู้และการเรียนรู้ การศึกษาที่เป็นอยู่ทั่วโลกเป็นแต่เพียงการครอบครองความรู้ ดังนั้นจิตจึงมืดทึบและหยุดการเรียนรู้ จิตจึงเป็นแต่เพียงการรวบรวมความรู้ การครอบครองความรู้ได้มาบงการกำหนดแบบแผนของชีวิต ด้วยเหตุนี้จึงจำกัดประสบการณ์เอาไว้ ทว่าการเรียนรู้เป็นสิ่งไม่จำกัด

          ในโรงเรียน เป็นไปได้ไหมที่เธอไม่เพียงแต่จะมาหาความรู้ ซึ่งก็เป็นสิ่งจำเป็นในการที่จะอยู่ในโลกนี้ แต่ยังมีจิตใจที่สามารถจะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาด้วย เพราะทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่ในโรงเรียนที่ความรู้กลายเป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด การเรียนรู้ก็กลายเป็นเรื่องขัดแย้งไป การศึกษาควรใส่ใจกับความเป็นทั้งหมดของชีวิต ไม่ใช่กับการตอบโต้ฉับพลันต่อสิ่งท้าทายเฉพาะหน้า

          ขอถามตามคำพูดของกฤษณมูรติว่า ท่านผู้อ่านได้เห็นอะไรบ้างจากย่อหน้าที่ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้นนี้ ท่านได้มองเห็นความแตกต่างระหว่างการรู้ กับ การแสวงหาความรู้หรือไม่ อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ชีวิตเราควรจะแสวงหาสิ่งใด

          ลองคิด ลองตอบคำถาม แล้วท่านอาจจะต้องไปหาหนังสือเล่มอื่นของกฤษณมูรติมาอ่านเพิ่มเติมมากขึ้นไปอีก

Back