Dr. Kanchit Malaivongs
Home
Duties
Courses
Lectures
Books
FAQ
Contact
IT Idea for Spiritization

ขุนนางป่า
‘รงค์ วงศ์สวรรค์
มติชน

          ผมอ่านเรื่องของ ‘รงค์ วงศ์สวรรค์ มาแบบกระปริบกระปรอย อ่านมาตั้งแต่เมื่อแรกเป็นหนุ่มจนกระทั่งจะปลดเกษียณอยู่อีกไม่นานนี้ จำไม่ได้ว่าเรื่องแรกที่คุณ ‘รงค์ แต่งคือเรื่องอะไร ความจริงก็จำไม่ได้อีกเหมือนกันว่านักเขียนแต่ละคนแต่งเรื่องอะไรเป็นเรื่องแรกเพราะผมไม่ใช่นักศึกษาประวัตินักเขียนไทย ผมรู้แต่ว่าเมื่อผมอ่านเรื่องที่คุณ ‘รงค์ ไปเที่ยวดูการสร้างเขื่อนภูมิพล และนำมาเขียนถึงความหวาดเสียวปนความหวาดวิตกที่ไปเที่ยวแบบคนหนุ่ม ผมก็เกิดความหวาดเสียวแบบเดียวกัน นั่นหมายความว่าคุณ ‘รงค์ ได้เขียนโน้มน้าวให้เราเห็นหรือสร้างจินตนาการในเรื่องต่างๆ ได้อย่างชัดเจน

          ในช่วงสี่สิบปีมานี้ ผมได้เห็นความสามารถในการใช้ภาษาไทยอย่างน่าอิจฉาของคุณ ‘รงค์ ในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะในด้านการแต่งประโยคที่ "กินขาด" ในด้านการทำให้เกิดอารมณ์

          ในเรื่อง ขุนนางป่า นี้ คุณ ‘รงค์ เล่าถึงเรื่องการไปตั้งถิ่นฐานบ้านช่องอยู่ที่โป่งแยง ซึ่งอยู่ทางด้านสวนพฤกษศาสตร์แห่งใหม่ที่ ดร. สง่า สรรพศรี เป็นผู้ผลักดันให้จัดตั้งขึ้น แต่สวนที่โป่งแยงของ คุณ ‘รงค์ นั้นมีมาก่อนแล้ว และ คุณ ‘รงค์ได้มีโอกาสสัมผัสกับสภาพแวดล้อมทั้งของป่า ของชุมชนป่า ของผู้คน และ สิ่งแวดล้อมมาก่อนใครหมด

          ผมเคยไปโป่งแยงมาสองสามครั้ง ไม่ได้ไปบ้านคุณ ‘รงค์ เพราะผมรู้จักคุณ ‘รงค์แต่เพียงผลงานเท่านั้น แต่บรรยากาศที่ผมได้สัมผัสนั้นช่วยทำให้เข้าถึงเรื่อง "ขุนนางป่า" ได้มากขึ้น พูดอย่างนี้ออกจะไม่แฟร์เพราะถึงแม้ว่าผู้อ่านทั่วไปจะไม่เคยไปเชียงใหม่หรือไปโป่งแยง การรับสารที่คุณ ‘รงค์ ส่งมาให้ในหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้ยากอะไร

          ใครคือ ขุนนางป่า?

          คุณ ‘รงค์ อธิบายในคำนำว่า "ไอ้ก๋องหรือไอ้สีสุก น้อยแก้วหรืออุ๊ยไจ๋ ปวงเขาเป็นขุนนางแห่งดิน (ผืนดิน) และดอย (โขดเขินเนินหิน) ผู้มีอำนาจเหนือด้วงแมลงและหนอน ปลาและนก แต่ค้อมคารวะให้กับอิทธิฤทธิ์ของฝนและลมพายุ"

          ฝนและลมพายุจะดุอย่างไร ลองอ่านดู

          "บนแผ่นหินเย็นเยียบ และความเย็นเยียบนั้นผลักไสเขาออกจากอ้อมกอดของตัวเองในถุงนอนหรือในผืนผ้าผวยปูบนเนินฟาง คงไม่แตกต่างกันอย่างไรกับบาบคืนในหลุมลึกที่ผนังดินเป็นกำแพงขวางกั้นลมหนาวสะท้านถึงรูขุมขน! ลมเป็นนิสัยและอารมณ์ของภูเขาในบางเดือน แต่ลมนั้นกรีดคมราวมีดฉีกบนผิวหนังบอบบางของคนอย่างปวดร้าว นกตัวน้อยและเลือดน้อยร่วงหล่นลงมาซบนอนตายบนพื้นดินชื้นน้ำเหมย และไม่นานนาฑีฝูงมดรับภาระเป็นผู้กัดกินซากศพของนกปีกสวยนั้น"

          "ในความวังเวงแต่ไม่เงียบ! ปริมาณของน้ำอสงไขยลูกบาศก์ถาโถมลงมาจากเทือกสูงเสียดเมฆ และป่าทึบที่ยังไม่โดนโก่นถาง กระแสเชี่ยวพัดพาเม็ดทรายและผงเถ้าใบไม้ผุถล่มลงบนลาดหินผา และสะดุ้งคดของลำห้วย โครมครืนกำปนาทในบางเวลาที่ท่อนซุงผุถูกผลักดันด้วยแรงบ้าคลั่งของกระแสน้ำนั้น"

          "เส้ายืนต้นทะมึ่นอย่างไม่ครั่นคร้ามกระแสลมอันกราดเกรี้ยวและแสงแดด ละอองฝอยของเมฆลอยเรี่ยลงปรกและเปียกดิน เหมยและหมอกซึ่งจางหายอย่างอ้อยสร้อยหลังแสงแรกของตะวัน สาดอ้อมมาจากบางด้านของดอยอันเป็นม่านและฉากเทือกท้น (กวีบางคนจึงเปรียบว่าเป็นเวิ้งคลื่นแห่งทะเลภูเขา) เส้าลำต้นเปล่าสูงแหงนคอมองถึงปลายยอดปกกิ่งและก้านก่ายคลุมบนอากาศ เปลือกหนาปริรอยแผลของวันเวลา เปลือกนั้นหุ้มกระพี้และแก่นภายใน เกรียมและทนทานกับการโดนความร้อนแผดเผา..."

          ผมเองก็ไม่ต่างอะไรจากคุณ ‘รงค์ จากภาพลักษณ์ต่อไปนี้

          "ความรอบคอบแต่ไม่เป็นระเบียบและระบบ! ผมมีแฟ้มเกี่ยวกับงานมากมายในตู้และบนหิ้ง วางซ้อนเรียงกันพิงข้างฝาและพื้นกระดาน และใต้ถุนโต๊ะเขียนหนังสือถึงเตียง แทบว่ากลาดเกลื่อนในทุกมุมของบ้าน แฟ้มนับร้อยนั้นบรรจุเรื่องราวนับพันนับหมื่นที่ผมคาดหมายว่าคงจะเป็นประโยชน์กับการทบทวนและอ้างอิง และความจริงเป็นอย่างนั้น แต่ความยุ่งยาก (ของความไม่เป็นระบบ) คือเวลาที่ต้องการค้นหาอะไรค่อนข้างค้นไม่พบ หรือเปลืองเวลาอย่างเรียกร้องคำสบถหยาบคาย"

          เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีหนังสือเกี่ยวกับคารมของโก้วเล้งออกมามากเล่มด้วยกัน ในความสัจจริง ผมเคยคัดลอกบางตอนของคารมโก้วเล้งเอาไว้บนกระดาษ ด้วยความซาบซึ้ง เช่นเดียวกับที่เคยคัดลอกโคลงโลกนิติไว้บนสมุดและเพื่อนคนหนึ่งเคยขอไปอ่านพร้อมกับหายตัวไปนานกว่าสามสิบปี แต่วินาทีนี้ผมคิดว่าคารมของ คุณ ‘รงค์ นั้นเป็นสิ่งที่น่าหยิบขึ้นมาศึกษาอย่างจริงจัง และบางทีอาจจะผลิตมหาบัณฑิตหรือดุษฎีบัณฑิตได้หลายคน

          ลองดู...
          "ผมถ่มความคิดถึงบุญและบาปออกจากปากรดบนความโกรธแค้น
          "สบถและบงการกับตัวเองอย่างถือเคร่งครัดกว่าศีลบางข้อ ว่านับจากนาฑีนี้สายยางบนสวนหายไม่ได้แม้แต่คามยาวเพียง 1 คืบ"
          "น้ำทุกหยดผมไม่หวงแหนและผมมอบน้ำใจอย่างไม่เคยเหือดแห้งให้กับผู้เป็นศัตรูกับความเลวทุกคน"

          ขุนนางป่า ไม่ได้มีแต่เฉพาะเรื่องของไอ้ก๋องและอุ๊ยไจ๋เท่านั้น หากยังกล่าวถึงชีวิตของคนเหนืออีกหลายคนที่ชีวิตจมปลักอยู่กับความยากจน แร้นแค้น และ การถูกเอารัดเอาเปรียบ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ คุณ ‘รงค์ จะเขียนถึงเรื่องของขโมย และเรื่องของการโก่นถางป่า ชนิดที่อาจเรียกได้ว่าทุกคนในละแวกนั้นรู้จักโค่นต้นไม้

          ขุนนางป่า เล่าเรื่องของแมลง และ ต้นไม้ เอาไว้มากทีเดียว นั่นเป็นเรื่องที่เราอาจจะไม่คาดหมายว่ามาจากคนที่เคยถนัดแต่การเขียนเรื่องป่าคอนกรีตมาก่อน แต่เราจะได้รับทราบเรื่องของแมงแม่แดด และ แมงแม่ฝน ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับต้นไม้อย่างแนบเนียน

          "กาหลง กับ ชงโค นับญาติกันแน่นแฟ้นอย่างไม่เปลี่ยนรูปโฉมของใบกลมมนแฝดกันเหมือนเป็นปีกของก้าน ชงโคดอกแดงอมชมพูเรียกว่า เสี้ยวดอกแดง กาหลงดอกขาวเรียกว่า เสี้ยวดอกขาว, เสี้ยวน้อย, ส้มเสี้ยว บางคนในบางลำเนาหงุดหงิดกับไม้โท ทัดหูเรียกว่า สมเสียว ฟังน่ารักและรัญจวน ดอกเสียวแดงกินไม่ได้แต่ยอดอ่อนรสหวานแกงกินอร่อยแบบเมนูป่า แกงกับพริกและแกงกับวัวถ้ามีวัว แกงกับปลาถ้ามีปลา"

          เวลานี้ป่าเริ่มจะหมดไปเพราะนักการเมืองที่ฉ้อฉล ดังนั้นในไม่ช้าเราอาจจะต้องศึกษาทำความเข้าใจป่า จากหนังสือและมัลติมีเดียเท่านั้น เมื่อถึงจุดนั้นขุนนางป่าก็อาจจะเป็นวรรณกรรมหรือหนังสืออ่านประกอบ ไม่เฉพาะสำหรับนักเรียนใน อบต. โป่งแยง เท่านั้น แต่สำหรับนักเรียนทั้งประเทศเลยทีเดียว

Back